วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เรื่องลับ ๆ ของน้องหนู คันในร่มผ้า ไม่รู้เป็นอะไร


อาการคันยุบยับที่ใต้ร่มผ้าจนทำให้คุณสาว ๆ อยู่นิ่ง ๆ แทบไม่ได้ต้องรีบแก้ไข อย่าปล่อยให้เป็นแบบนี้อีกต่อไป เดี๋ยวจะดูไม่งาม

          คันในร่มผ้า อาการสุดน่ารำคาญที่ทำให้สาว ๆ จำนวนไม่น้อยหงุดหงิด บางคนก็คันถึงขนาดไม่สามารถจะนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้เป็นเวลานาน แต่จะให้หาทางรักษาก็ยังแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการคันนี้มาจาก­­­อะไรกันแน่ เลิกปวดหัวกันได้เลยค่ะ  รับรองได้เลยถ้ารู้สาเหตุแล้วรักษาได้ถูกต้อง ไม่นานก็หายคัน !

 1. ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (Bacterial Vaginosis หรือ B.V.)

          ภาวะช่องคลอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นสาเหตุต้น ๆ ที่ทำให้เกิดอาการคันบริเวณช่องคลอด โดยอาการนี้มีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของเชื่อแบคทีเรียชนิดที่­­­ดี และความเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรดด่างในช่องคลอด ซึ่งจะมีอาการใกล้เคียงกับการติดเชื้อยีสต์

          โดยแพทย์หญิง Lauren Streicher ผู้เขียนหนังสือ Sex Rx: Hormones, Health, and Your Best Sex Ever. ได้เปิดเผยว่าแม้อาการช่องคลอดอักเสบนี้จะมีอาการใกล้เคียงกับก­­­ารติดเชื้อยีสต์ แต่ในกรณีนี้ ช่องคลอดจะแฉะและมีกลิ่น ต่างจากการติดเชื้อยีสต์ที่จะมีของเหลวขุ่นเหนียวออกมา วิธีการรักษาของอาการนี้คือการใช้ครีมปรับสมดุลของแบคทีเรียและ­­­ความเป็นกรดด่างของช่องคลอดซึ่งมักจะมีวางขายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป หากใช้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์สั่งยาที­­­่แรงกว่านี้ และไม่ควรซื้อยาที่แรง ๆ ใช้เองโดยเด็ดขาดค่ะ

 2. การติดเชื่อยีสต์ (Yeast Infection)

          ภาวะติดเชื้อยีสต์ในช่องคลอด มีอาการคล้ายกับอาการช่องคลอดอักเสบ เพียงแต่อาการของการติดเชื้อนั้นจะมีของเหลวสีขาวขุ่นและเหนียว­­­ออกมาด้วย โดย แพทย์หญิง Wendy Askew แห่งสถาบันสุขภาพผู้หญิงในเมือง San Antonio รัฐเท็กซัส ได้เปิดเผยว่าสาเหตุของโรคติดเชื้อยีสต์นั้นมีหลายสาเหตุไม่ว่า­­­จะเป็น เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้ยาปฏิชีวนะ ความเครียด แม้แต่อาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานจะมีความเสี่ยงมากกว่า­­­ผู้หญิงทั่วไป แต่อาการเหล่านี้ก็สามารถรักษาได้ด้วยยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ที่มีข­­ายต­ามร้านขายยาทั่วไปค่ะ

 3. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (Contact Dermatitis)

          การระคายเคืองบริเวณในร่มผ้าสามารถเกิดจากการแพ้ผลิตภัณฑ์บางอย­­­่างได้ โดยนายแพทย์ Brett Worly ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยาแห่งมหาว­­­ิทยาลัยโอไฮโอสเตจ เปิดเผยว่า อาการระคายเคืองบริเวณช่องคลอดสามารถเกิดได้จากสารเคมีทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำหอมหรือสารเติมแต่งที่ใช้หรือแม้แต่ถุงยางอนามั­­­ย สารหล่อลื่น โดยอาการเหล่านี้สามารถสังเกตได้จากรอยแดงและผื่นหนา

          นอกจากนี้ก็ยังอาจจะเกิดจากการแว็กซ์และโกนบริเวณจุดซ่อนเร้นได­­­้อีกด้วย ดังนั้นหากคุณรู้ตัวตนเองมีภาวะการไวต่อการระคายเคืองก็ควรหลีก­เลี่ยงการใช้สารเคมีต่าง ๆ ในบริเวณจุดซ่อนเร้น หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความละเอียดอ่อนต่อจุดซ่อนเร้น ใช้เพียงน้ำสะอาดล้างก็เพียงพอแล้วค่ะ

 4. สะเก็ดเงิน

          ความผิดปกติทางพันธุกรรมของผิวอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดรอย­­­แดงและอาการคันบริเวณอวัยวะเพศได้ โดยมักจะเกิดขึ้นเป็นกระจุกหรือมีลักษณะเหมือนผื่น วิธีการรักษาเบื้องต้นก็คือการใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดที่ไม่รุน­แรง อย่างเช่นยา ไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) หรือจะใช้วิธีแบบธรรมชาติคือการอาบน้ำที่ผสมด้วยข้าวโอ๊ตก็สามา­­­รถช่วยลดอาการคันได้เช่นกัน ถ้าหากใช้วิธีเหล่านี้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่­­­อใช้วิธีการรักษาทางการแพทย์อื่น ๆ ต่อไป

 5. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD: Sexually transmitted disease)

          การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคติด­­­ต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เป็นผลทำให้คุณสาว ๆ อาจจะมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นได้ โดยอาการคันนี้มีสาเหตุได้จากโรคหนองในเทียม, เริม, โรคพยาธิในช่องคลอด, และหนองใน นอกจากนี้ยังอาจจะเกิดจากโลนที่เกาะอยู่ตามขนที่อวัยวะเพศได้อี­­­กด้วย

          ดังนั้นหากคุณเกิดอาการคันและอาการผิดปกติต่าง ๆ ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่นอาการแสบเวลาที่ปัสสาวะ มีกลิ่นเหม็นบริเวณจุดซ่อนเร้น แผลที่อวัยวะเพศ หรืออาการแสบขณะมีเพศสัมพันธ์แล้วละก็ ไม่ควรที่จะหายารักษาเอง แต่ควรจะไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย หาทางรักษาต่อไปค่ะ

 6. โรคผิวหนังอักเสบชนิดแห้งฝ่อ (Lichen Sclerosus)

          โรคผิวหนังอักเสบชนิดแห้งฝ่อสามารถเกิดได้จากการเปลี่ยนแปลงของ­­­ฮอร์โมน หรือระบบภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้นหากคุณมีอาการคัน ร่วมกับเกิดจุดขาวบนผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นละก็ นั่นแปลว่าคุณกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนและระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งอาการเหล่านี้จะต้องได้รับการรักษาจากสูตินรีแพทย์และใช้ยาตามใบสั­่งแพทย์เท่านั้นค่ะ

 7. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

          การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสามารถทำให้เกิดอาการคันบริเวณจุดซ่อน­­­เร้นได้เช่นกัน โดยเฉพาะหญิงที่ตั้งครรภ์ หญิงวัยหมดประจำเดือน หรืออยู่ในระหว่างการคุมกำเนิด จะพบกับอาการคันได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังอาจจะมีอาการช่องคลอดแห้งร่วมด้วย

          ดังนั้นหากในช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือน คุณมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นควรจะเปลี่ยนมาสวมใส่ชั้นในที่โ­­­ปร่งและมีเนื้อผ้านุ่มไม่ระคายเคืองผิว หรือถ้าคุณสาว ๆ กำลังอยู่ในช่วงคุมกำเนิด ก็ควรจะปรึกษาแพทย์เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่ามีสาเหตุมาจากยาหรือ­­­ไม่ หากใช่ แพทย์ก็จะเปลี่ยนยาให้เพื่อให้อาการคันลดลงค่ะ

          ได้ทราบสาเหตุกันแบบนี้แล้ว ใครที่ยังมีอาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้นอยู่ รีบสังเกตอาการและใช้วิธีรักษาที่ถูกต้องกันดีกว่านะคะ ขืนทิ้งเอาไว้นานนอกจากจะทำให้บุคลิกภาพเสียแล้วยังอาจจะทำให้เ­­­กิดอาการเรื้อรังจนรักษาให้หายได้ยากกว่าเดิมได้ค่ะ


ขอบคุณที่มาเนื้อหา :  Kapook.com 




Share This

0 ความคิดเห็น: